ลด 50% ทุกแพ็กเกจ เวลาจำกัด เริ่มต้นที่ $2.48/mo
เหลืออีก 8 นาที
เว็บและแอปธุรกิจ

7 ทางเลือก Shopify ยอดนิยมสำหรับร้านค้าออนไลน์ของคุณในปี 2025

ไอวี่ จอห์นสัน By ไอวี่ จอห์นสัน อ่าน 8 นาที อัปเดต: 29 เมษายน 2025
ทางเลือก Shopify ฟรีที่ดีที่สุด

ปัจจุบัน อีคอมเมิร์ซคิดเป็นประมาณ 24% ของยอดขายปลีกทั่วโลก ซึ่งเป็นไปได้ด้วยการเติบโตของพื้นที่การค้าออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่รองรับธุรกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค แพลตฟอร์มอย่าง Shopify มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์ แต่ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน และการปรับแต่งได้มากกว่า

ทางเลือกอื่นแทน Shopify ที่ดีที่สุด Glance

นี่คือตารางที่รวบรวมทางเลือกที่น่าสนใจแทน Shopify พร้อมรายละเอียดฟีเจอร์สำหรับความต้องการทางธุรกิจหลากหลายรูปแบบ:

 

เลขที่ แพลตฟอร์มฟอร์ม เหมาะสำหรับ คุณสมบัติหลัก ราคา
1 WooCommerce ร้านค้า WordPress ที่ปรับแต่งได้ โอเพนซอร์ส ยืดหยุ่นสูง ปลั๊กอินมากมาย เป็นเจ้าของโค้ดเต็มรูปแบบ ฟรี (ค่าโฮสติ้งและปลั๊กอินคิดแยกต่างหาก)
2 Fourthwall ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่ขายสินค้า รองรับสมาชิก ดาวน์โหลดดิจิทัล และพิมพ์ตามสั่งในตัว เริ่มต้น $0/เดือน (มีค่าธรรมเนียมต่อยอดขาย)
3 Gumroad ขายสินค้าดิจิทัลและสมาชิก หน้าร้านเรียบง่าย รองรับการชำระเงิน สมาชิกรายเดือน และดาวน์โหลดดิจิทัลในตัว ฟรีพร้อมค่าธรรมเนียมต่อยอดขาย หรือแพ็กเกจเสียเงินเริ่มต้น $10/เดือน
4 Weebly ผู้เริ่มต้นที่ต้องการเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ใช้งานง่าย สร้างเว็บด้วยการลากและวาง ระบบอีคอมเมิร์ซในตัว และเครื่องมือ SEO มีแผนฟรี หรือแพ็กเกจเสียเงินเริ่มต้น $6/เดือน
5 Square Online ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการเชื่อมต่อกับ POS เชื่อมต่อกับ Square POS ได้ทันที ตั้งค่าง่าย มีแผนฟรี หรือแพ็กเกจเสียเงินเริ่มต้น $12/เดือน
6 Magento ธุรกิจระดับองค์กร ปรับแต่งได้สูง พร้อมระบบจัดการสินค้าคงคลังขั้นสูง ฟรี (Magento Open Source) ราคา Enterprise ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ
7 BigCommerce ขยายธุรกิจออนไลน์ขนาดใหญ่ SEO ในตัว ขายได้หลายช่องทาง ไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรม เริ่มต้นที่ $39/เดือน

 

ทำไมคุณถึงมองหาทางเลือกแทน Shopify

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลายคนมองหาทางเลือกแทน Shopify เพราะต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น ต้นทุนที่คุ้มกว่า และการควบคุมร้านค้าออนไลน์ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ประกอบการที่ดูแลแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ต่างก็ให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้ มีระบบจัดการสินค้าคงคลังที่ครบครัน และรองรับช่องทางชำระเงินได้หลากหลาย นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของระบบอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาแอปของบุคคลที่สาม คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทางเลือกแบบโอเพนซอร์สหรือฟรีน่าสนใจอย่างมาก

วิธีเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใช่สำหรับคุณ

การเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบฟีเจอร์ แต่ต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญหลายด้านอย่างรอบคอบ:

วิธีการชำระเงิน

ก่อนเลือก Shopify alternatives ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มนั้นรองรับบัตรเครดิตหลายประเภท payment gateways และ payment processors ที่หลากหลาย ระบบประมวลผลการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะหากธุรกิจของคุณต้องการประมวลผลการชำระเงินแบบ real-time และฟีเจอร์ที่คล้ายกับ Shopify Payments

ตัวเลือกการปรับแต่ง

ระดับการปรับแต่งมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการผสานการทำงานกับ third-party apps และเครื่องมือการตลาดต่างๆ รวมถึงต้องการประสบการณ์ตะกร้าสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ แพลตฟอร์มอย่าง WooCommerce และ Magento ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดี เพราะมี open-source framework ที่ให้คุณปรับแต่งร้านค้าออนไลน์ได้อย่างเต็มที่

ประเด็นเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา

ประเด็นเพิ่มเติมที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน:

  • รองรับการขยายระบบ : ธุรกิจ eCommerce ที่กำลังเติบโตควรขยายขนาดได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ
  • ประสบการณ์ผู้ใช้ อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ทีม support ที่ตอบสนองรวดเร็ว และการทำงานร่วมกันของฟีเจอร์อย่างการจัดการสินค้าคงคลัง SEO และ real-time analytics ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบการณ์การช้อปปิ้งโดยรวมดีขึ้น
  • โครงสร้างค่าใช้จ่าย: เรื่องค่าใช้จ่าย อย่ามองแค่ต้นทุนเริ่มต้น แต่ให้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดด้วย เช่น transaction fees หรือค่าโฮสติ้งและ plugin ที่มีราคาสูง

7 Shopify Alternatives: วิเคราะห์เชิงลึก

ด้านล่างนี้คือรายละเอียดของแต่ละ alternative พร้อมตารางข้อดี-ข้อเสียที่ครบถ้วน เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

1. WooCommerce

ภาพรวม:
WooCommerce เป็นแพลตฟอร์ม open-source ที่ปรับแต่งได้สูงและทำงานร่วมกับ WordPress ได้อย่างลงตัว เป็นที่รู้จักในเรื่องความยืดหยุ่นและมี plugins จากชุมชนขนาดใหญ่ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของร้านที่ต้องการควบคุมและเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์อย่างสมบูรณ์

ข้อดีและข้อเสียของ WooCommerce

ข้อดี ข้อเสีย
ปรับแต่งและยืดหยุ่นได้สูง ต้องมีความเชี่ยวชาญใน WordPress
ธีมและ plugin ให้เลือกจำนวนมาก มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับโฮสติ้งและ extension ขั้นสูง
ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ใช้งานได้ฟรี โดยทั่วไปต้องมีความรู้ด้านเทคนิคเพื่อติดตั้งให้ได้ผลดีที่สุด

๒. Fourthwall

Fourthwall เหมาะสำหรับ influencers และ creators โดยเฉพาะ มีฟีเจอร์ membership, digital downloads และ print-on-demand ในตัว ทำให้สามารถสร้างรายได้จากสินค้า exclusive และเนื้อหาดิจิทัลได้อย่างตรงไปตรงมา

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี ข้อเสีย
รองรับ digital downloads และ membership ในตัว เน้นกลุ่มเฉพาะ อาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน ecommerce ทั่วไป
อินเทอร์เฟซออกแบบมาเพื่อ creators ใช้งานได้ง่าย ค่าคอมมิชชันจากยอดขายสะสมและกินกำไร
ค่าเริ่มต้นต่ำ มีแพลนสำหรับธุรกิจใหม่ อาจไม่มีตัวเลือกปรับแต่งในระดับเดียวกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่

3. Gumroad

Gumroad เป็นแพลตฟอร์มที่เรียบง่าย เหมาะสำหรับการขายสินค้าดิจิทัลและสมาชิกภาพ มีระบบสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ใช้งานง่าย พร้อมฟังก์ชันชำระเงินและจัดการการสมัครสมาชิกในตัว

ข้อดีและข้อเสียของ Gumroad

ข้อดี ข้อเสีย
ตั้งค่าสินค้าดิจิทัลและระบบสมาชิกได้ง่าย มีข้อจำกัดในการปรับแต่งสินค้าประเภทกายภาพ
ระบบรับชำระเงินในตัวช่วยให้ทุกธุรกรรมดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ค่าธรรมเนียมการขายอาจกัดกินกำไรโดยรวม
เหมาะที่สุดสำหรับครีเอเตอร์และผู้ประกอบการดิจิทัล ไม่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการฟังก์ชัน e-commerce ขั้นสูง

4. Weebly

Weebly เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นโดยเฉพาะ อินเทอร์เฟซแบบลากและวางที่เรียบง่ายช่วยให้ทุกคนสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ดูดีได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคมากนัก สมดุลระหว่างความง่ายและความสามารถหลักด้าน e-commerce ได้อย่างลงตัว

ข้อดีและข้อเสียของ Weebly

ข้อดี ข้อเสีย
อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย สร้างเว็บไซต์ได้อย่างไม่ยุ่งยาก ตัวเลือกการปรับแต่งมีจำกัด
ฟังก์ชัน SEO และการตลาดในตัวช่วยเพิ่มการมองเห็นออนไลน์ การขยายตัวอาจเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่เติบโตเร็ว
ราคาย่อมเยา พร้อมเวอร์ชันฟรีที่ใช้งานได้จริง ขาดฟีเจอร์ขั้นสูงบางอย่างที่ธุรกิจ e-commerce ขนาดใหญ่ต้องการ

5. Square Online

Square Online เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบ point-of-sale (POS) หน้าร้านได้อย่างไร้รอยต่อ การตั้งค่าที่ไม่ซับซ้อนและระบบรับชำระเงินในตัวทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการขยายจากออนไลน์ไปสู่ออฟไลน์

ข้อดีและข้อเสียของ Square Online

ข้อดี ข้อเสีย
เชื่อมต่อกับระบบ Square POS ได้โดยตรง ตัวเลือกด้านดีไซน์และการปรับแต่งมีน้อยกว่า
ใช้งานง่าย ตั้งค่าได้รวดเร็ว การเชื่อมต่อกับบริการภายนอกน้อยกว่าแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์ครบกว่า
ราคาแข่งขันได้ พร้อมแผนใช้งานฟรี อาจมีค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าโดยรวม

6. Magento

Magento เป็นแพลตฟอร์ม e-commerce ที่มีความสามารถสูง เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการโซลูชันที่ปรับแต่งได้อย่างยืดหยุ่น สถาปัตยกรรมที่กำหนดค่าได้อย่างละเอียดทำให้ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ จึงเป็นทางเลือก open source แทน Shopify ที่เหมาะสำหรับทีมที่มีทักษะด้านเทคนิคและต้องการควบคุมทุกส่วนของระบบ

ข้อดีและข้อเสีย Magento

ข้อดี ข้อเสีย
ปรับแต่งได้สูงและขยายตามความต้องการได้ ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคสูง มีช่วงการเรียนรู้ที่ค่อนข้างชัน
ฟีเจอร์ระดับองค์กรและการจัดการสินค้าคงคลังที่ครบครัน ค่าโฮสติ้งและค่าบำรุงรักษาอาจสูง
มีชุมชนผู้ใช้กว้างขวางและแหล่งทรัพยากรมากมาย อาจเกินความจำเป็นสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดเล็กที่ไม่ซับซ้อน

7. BigCommerce

BigCommerce มีฟีเจอร์ครบครันที่ตอบโจทย์การขยายธุรกิจของร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ ทั้ง SEO ในตัว การขายหลายช่องทาง และการไม่เก็บค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรม ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาในรายชื่อคู่แข่ง Shopify

ข้อดีและข้อเสีย BigCommerce

ข้อดี ข้อเสีย
เครื่องมือ SEO ที่แข็งแกร่งและการผสานการขายหลายช่องทาง ราคาเริ่มต้นสูงกว่าบางทางเลือก
ไม่มีค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรม ช่วยลดต้นทุนโดยรวม อินเทอร์เฟซเริ่มต้นอาจซับซ้อนสำหรับผู้ใช้ใหม่
รองรับการเติบโตของธุรกิจได้โดยไม่กระทบประสิทธิภาพ มีธีมให้เลือกน้อยกว่าแพลตฟอร์มอื่น

 

สรุป

ในตลาดอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันสูง เจ้าของธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ควรพิจารณาตัวเลือกให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการดำเนินงานในปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคต ทางเลือกแทน Shopify มีหลากหลาย ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของ WooCommerce แบบโอเพนซอร์ส ไปจนถึงความสามารถระดับองค์กรของ Magento ซึ่งครอบคลุมธุรกิจออนไลน์ทุกขนาดและทุกประเภท การพิจารณาปัจจัยสำคัญอย่างระบบชำระเงิน การปรับแต่ง ความสามารถในการขยาย และการสนับสนุนลูกค้า จะช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างประสบการณ์ซื้อขายที่ดีขึ้นและแตกต่างจากอีคอมเมิร์ซกระแสหลักได้

คำถามที่พบบ่อย

ทางเลือกที่ดีที่สุดแทน Shopify คืออะไร?

คำตอบขึ้นอยู่กับความต้องการของธุรกิจคุณโดยตรง หากต้องการแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้สูงและไม่มีค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์ม WooCommerce เป็นตัวเลือกที่ดีมาก แต่ถ้าต้องการโซลูชันระดับองค์กรที่มีระบบจัดการสินค้าคงคลังที่ครบถ้วน Magento อาจเหมาะกว่า

ทางเลือกแทน Shopify ไหนเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น?

แพลตฟอร์มอย่าง Weebly มีระบบลากและวาง และเครื่องมือออกแบบที่ใช้งานง่าย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

เมื่อไหร่ที่ PrestaShop เป็นตัวเลือกที่ Good?

  • คุณต้องการ โอเพนซอร์ส แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

  • คุณมี นักพัฒนาหรือเอเจนซี่ เพื่อดูแลการติดตั้งและบำรุงรักษา

  • คุณกำลังเปิดตัวใน ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศสหรือสเปน) ที่ซึ่ง PrestaShop มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก

มีทางเลือกแทน Shopify ที่ราคาถูกหรือฟรีบ้างไหม?

มี ทางเลือกอย่าง WooCommerce และ Magento Open Source ไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่นด้วย เช่น ค่าโฮสติ้ง ปลั๊กอินขั้นสูง และค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้น

ถาม: วิธีที่ดีที่สุดในการเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เหมาะกับธุรกิจของฉันคืออะไร?
ตอบ: พิจารณาระบบชำระเงินที่รองรับ ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง และคุณภาพของการสนับสนุน เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแพลตฟอร์มกับโมเดลธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือระดับองค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มที่เลือกรองรับการเติบโตในอนาคตได้

แชร์

บทความอื่นจากบล็อก

อ่านต่อ

ภาพประกอบบทความรีวิว Odoo แสดงข้อความหัวเรื่องขนาดใหญ่ทางซ้าย โลโก้ Odoo ทางขวา ล้อมรอบด้วยแผงอินเทอร์เฟซแอปลอยอยู่บนพื้นหลังธีมเมฆสีม่วงอ่อน
เว็บและแอปธุรกิจ

รีวิว Odoo ฉบับครบถ้วน: Odoo เหมาะกับธุรกิจของคุณไหม

Odoo เป็นหนึ่งใน ERP platform ที่ธุรกิจกำลังเติบโตพิจารณามากที่สุด เหตุผลหลักคือมันรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ทั้งการขาย บัญชี และคลังสินค้า

จิม ชวาร์ตซ์จิม ชวาร์ตซ์ อ่าน 11 นาที
ภาพประกอบบทความ open-source alternatives ของ WordPress แสดงพื้นหลัง gradient สีสัน จอมอนิเตอร์ตั้งโต๊ะ code editor ตัวอย่าง dashboard แบบเบลอ และข้อความหัวเรื่องขนาดใหญ่ทางซ้าย
เว็บและแอปธุรกิจ

ทางเลือก WordPress แบบ Open-Source ที่ออกแบบมาสำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะ

WordPress ยังคงมีความสำคัญและรองรับเว็บไซต์ได้หลากหลายประเภท directory ปลั๊กอินมีมากกว่า 62,000 รายการ และ directory ธีมมีธีมฟรีมากกว่า 14,000 แบบ

จิม ชวาร์ตซ์จิม ชวาร์ตซ์ อ่าน 14 นาที
ภาพประกอบบทความเปรียบเทียบ Automad กับ WordPress แสดงโลโก้ของทั้งสอง platform พร้อมหัวเรื่องถามว่านักพัฒนาควรเลือก CMS ตัวไหน
เว็บและแอปธุรกิจ

Automad vs. WordPress: เปรียบเทียบเชิงลึกระหว่าง CMS ชั้นนำสองตัว

Automad และ WordPress แก้ปัญหาเดียวกันด้วยวิธีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง Automad เป็น flat-file CMS และ template engine ที่เก็บเนื้อหาในไฟล์แทนฐานข้อมูล ส่วน WordPress ทำงานต่างออกไป

จิม ชวาร์ตซ์จิม ชวาร์ตซ์ อ่าน 9 นาที

พร้อม Deploy แล้วหรือยัง? เริ่มต้นที่ $2.48/เดือน

Cloud อิสระ ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2008. AMD EPYC, NVMe, 40 Gbps. คืนเงินภายใน 14 วัน