ลด 50% ทุกแพ็กเกจ เวลาจำกัด เริ่มต้นที่ $2.48/mo
อ่าน 7 นาที
เซิร์ฟเวอร์และ OS

วิธีแก้ไขข้อผิดพลาด "apt command not found" บน Linux

เอดา เลิฟกูด By เอดา เลิฟกูด อ่าน 7 นาที
apt error: command not found

ถ้าคุณใช้ Linux คุณน่าจะคุ้นเคยกับคำสั่ง apt อยู่แล้ว คำสั่งนี้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการจัดการแพ็กเกจบน distro ที่ใช้ Debian เป็นฐาน อย่าง Ubuntu แต่บางครั้งคุณอาจเจอ error 'apt command not found' เมื่อเจอ error แบบนี้อาจน่าหงุดหน่ายและอาจทำให้งานหยุดชะงักได้ คู่มือฉบับนี้จะพาคุณเข้าใจสาเหตุและแก้ไข error นี้ทีละขั้นตอน เพื่อให้ระบบของคุณทำงานได้ราบรื่น

ทำความเข้าใจ error 'apt command not found'

ข้อผิดพลาด 'apt command not found ไม่พบคำสั่ง' หรือ 'apt get ไม่พบerror นี้มักหมายความว่าระบบของคุณไม่รู้จักคำสั่ง apt ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ:

  • คุณกำลังใช้ distro ที่ไม่ได้ใช้ Debian เป็นฐาน และไม่รองรับ apt เช่น Fedora หรือ Arch
  • ยังไม่ได้ติดตั้ง apt package manager บนระบบของคุณ
  • มีปัญหากับการตั้งค่า PATH ของระบบ

ควรทราบด้วยว่า apt และ apt-get ต่างกันอย่างไร ทั้งสองคำสั่งเป็น package manager ที่ใช้ติดตั้งและลบซอฟต์แวร์บนระบบที่ใช้ Debian เป็นฐาน แต่ apt เป็นเวอร์ชันใหม่กว่าและใช้งานง่ายกว่า apt-get

การตรวจสอบเบื้องต้นและวิธีแก้ปัญหา 'apt get not found'

ก่อนจะไปดูวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านี้ ให้ตรวจสอบเบื้องต้นก่อน:

  • ตรวจสอบ Linux Distribution ของคุณ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณใช้ distro ที่ใช้ Debian เป็นฐาน เช่น Ubuntu, Mint หรือ Debian เอง บางครั้ง error เกิดขึ้นเพียงเพราะ distro ที่ใช้ไม่รองรับ
  • ตรวจสอบว่าติดตั้ง apt ไว้แล้วหรือยัง: เรียกใช้ apt ใด เพื่อตรวจสอบว่าคำสั่งพร้อมใช้งานหรือไม่ ถ้าไม่มีผลลัพธ์ แสดงว่า apt ยังไม่ได้ติดตั้ง
  • PATH ปัญหา ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไดเรกทอรีที่มี apt อยู่นั้นถูกเพิ่มใน PATH ของระบบแล้ว ทำได้โดยรันคำสั่ง echo $PATH.

การตรวจสอบปัจจัยเบื้องต้นเหล่านี้ก่อนจะไปแก้ปัญหาที่ซับซ้อนกว่า ช่วยประหยัดเวลาได้มาก บางครั้งสาเหตุที่แท้จริงอยู่ตรงหน้าคุณอยู่แล้ว

วิธีแก้ไขข้อผิดพลาด 'apt command not found'

สาเหตุหลักของข้อผิดพลาด 'apt not found' อาจเกิดจากการติดตั้ง package ที่ไม่สมบูรณ์ มาเริ่มแก้ไขด้วยการติดตั้ง apt กันเลย

ก่อนอื่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณใช้ระบบที่ใช้ Debian เป็นฐาน เช่น Ubuntu หรือ Debian เนื่องจาก 'apt' ไม่รองรับระบบที่ไม่ใช่ Debian อย่าง Fedora หรือ CentOS ซึ่งใช้ package manager ที่แตกต่างกัน เช่น 'yum' หรือ 'dnf'

ถ้าคุณใช้ระบบที่ไม่ใช่ Debian (เช่น Fedora หรือ Arch) คุณอาจพบข้อผิดพลาด 'apt not found' เพราะระบบเหล่านี้ใช้ package manager ที่ต่างออกไป มาดูวิธีใช้ apt บน Fedora และ Arch กัน สำหรับ Fedora ให้ใช้ dnfและสำหรับ Arch ให้ใช้ pacmanวิธีใช้งานมีดังนี้:

Fedora:

sudo dnf install <package-name>

Arch:

sudo pacman -S <package-name>

ถ้าคุณพบข้อผิดพลาด 'apt: command not found' บนระบบที่ใช้ Debian เป็นฐาน ให้เปิด terminal แล้วรันคำสั่งนี้เพื่อตรวจสอบการติดตั้ง:

sudo apt update

ถ้าได้รับข้อความ 'command not found' ให้ดำเนินการติดตั้ง apt ใหม่

ดาวน์โหลด package '.deb' สำหรับเวอร์ชันของระบบคุณจาก repository ทางการ:

wget http://security.ubuntu.com/ubuntu/pool/main/a/apt/apt_2.0.2ubuntu0.2_amd64.deb

ติดตั้ง package ด้วย 'dpkg':

sudo dpkg -i apt_2.0.2ubuntu0.2_amd64.deb

อัปเดต repository ในเครื่องเพื่อยืนยันว่าติดตั้งสำเร็จ:

sudo apt update

ถ้ามีปัญหา dependency ให้ระบุและติดตั้ง dependency ที่จำเป็น:

dpkg -I apt_2.0.2ubuntu0.2_amd64.deb

ขณะนี้ 'apt' บนระบบของคุณได้รับการกำหนดค่าอย่างถูกต้องแล้ว

บางครั้งข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเพราะรายการ package ของคุณล้าสมัย คุณสามารถอัปเดตรายการ package เพื่อให้ระบบรับรู้ package ล่าสุดที่มีอยู่ได้ รันคำสั่งต่อไปนี้เพื่ออัปเดต:

sudo apt-get update

หลังจากอัปเดตแล้ว ลองรัน apt ลองใหม่อีกครั้ง

คำสั่ง 'apt' เป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่าและใช้งานง่ายกว่า 'apt-get' ถ้าไม่พบ 'apt' คุณสามารถใช้ 'apt-get' แทนได้ คำสั่ง 'apt-get' ทำงานเหมือนกันทุกประการและมักมีอยู่ในระบบที่ไม่มี 'apt' ตัวอย่างเช่น แทนที่จะรัน:

sudo apt install package-name

คุณสามารถใช้คำสั่งต่อไปนี้แทน:

sudo apt-get install package-name

วิธีนี้จะช่วยแก้ข้อผิดพลาด 'apt get command not found' และ 'sudo apt get command not found'

อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาด 'apt command not found' คือคุณอาจไม่มีสิทธิ์ sudo คำสั่ง 'apt' และ 'apt-get' ต้องการสิทธิ์ superuser ในการรัน ถ้าคุณพบข้อผิดพลาดอย่าง 'sudo apt command not found' หรือ 'sudo apt get command not found' อาจเป็นเพราะคุณมีสิทธิ์ไม่เพียงพอ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณมีสิทธิ์ที่จำเป็น ให้เติม 'sudo' ไว้หน้าคำสั่งและใส่ root password เมื่อระบบขอ และถ้ายังมีปัญหาอยู่ ให้ตรวจสอบว่า user ของคุณมีสิทธิ์ sudo หรือไม่ โดยรัน:

sudo -l

คำสั่งนี้จะแสดงสิทธิ์ของ user คุณ ถ้าคุณไม่มีสิทธิ์ sudo อาจต้องติดต่อผู้ดูแลระบบ

เมื่อทำตามขั้นตอนเหล่านี้ คุณควรสามารถแก้ไขข้อผิดพลาด 'apt command not found' และจัดการ package บน Debian distribution ที่ใช้ Linux ได้อย่างปกติ

4 เคล็ดลับป้องกันข้อผิดพลาด 'apt command not found'

เพื่อลดโอกาสพบข้อผิดพลาด 'apt command not found' ให้ปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้สำหรับการดูแลระบบและจัดการแพ็กเกจ:

  1. อัปเดตระบบสม่ำเสมอ: อัปเดตระบบให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ทั้งซอฟต์แวร์และแพตช์ความปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาความเข้ากันไม่ได้และช่องโหว่ต่าง ๆ
  2. จัดการการพึ่งพา: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดตั้งแพ็กเกจที่จำเป็นครบถ้วน และแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเพิ่มซอฟต์แวร์หรืออัปเดตใหม่
  3. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบ: ตรวจสอบระบบเป็นประจำเพื่อหาปัญหาที่อาจกระทบเครื่องมือสำคัญอย่าง apt
  4. สำรองและกู้คืนข้อมูล: จัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับการตั้งค่าและไฟล์สำคัญ เพื่อให้กู้คืนได้รวดเร็วเมื่อเกิดปัญหา

Package Manager ทางเลือก

หากคุณพบปัญหากับคำสั่ง 'apt' อยู่บ่อยครั้ง หรือใช้ Linux distro ที่ไม่ได้อิงกับ Debian มีตัวเลือก package manager อื่นให้ใช้งาน โดย Linux distro แต่ละตัวมักมี package manager เป็นของตัวเอง ซึ่งจัดการการติดตั้ง อัปเดต และลบซอฟต์แวร์ ต่อไปนี้คือภาพรวมของ package manager ยอดนิยมที่ใช้แทน apt ได้:

YUM และ DNF (สำหรับ Distro ที่อิงกับ Red Hat)

YUM (ตัวอัปเดต Yellowdog ที่ดัดแปลง) และ DNF (Dandified YUM) คือ package manager สำหรับ Linux distro ที่อิงกับ Red Hat เช่น Fedora, CentOS และ Red Hat Enterprise Linux (RHEL)

YUM

ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อติดตั้งแพ็กเกจด้วย YUM:

sudo yum install package-name

ใช้คำสั่ง yum ต่อไปนี้เพื่ออัปเดตแพ็กเกจในระบบ:

sudo yum update

และใช้คำสั่ง yum นี้เพื่อลบแพ็กเกจ:

sudo yum remove package-name

DNF

DNF คือ package manager รุ่นใหม่ที่พัฒนาต่อจาก YUM ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่ามาก ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อติดตั้งแพ็กเกจด้วย DNF:

sudo dnf install package-name

ใช้คำสั่ง dnf ต่อไปนี้เพื่ออัปเดตแพ็กเกจในระบบ:

sudo dnf update

และใช้คำสั่ง dnf นี้เพื่อลบแพ็กเกจ:

sudo dnf remove package-name

Pacman (สำหรับ Distro ที่อิงกับ Arch)

Pacman คือ package manager ของ Arch Linux และ distro ที่พัฒนาต่อยอด เช่น Manjaro ใช้งานง่ายและทำงานได้รวดเร็ว

ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อติดตั้งแพ็กเกจด้วย Pacman:

sudo pacman -S package-name

ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่ออัปเดตระบบ:

sudo pacman -Syu

ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อลบแพ็กเกจ:

sudo pacman -R package-name

การเข้าใจและเลือกใช้ package manager ที่เหมาะสมกับ distribution ของคุณเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการจัดการระบบที่มีประสิทธิภาพ การทำความคุ้นเคยกับ package manager ทางเลือกเหล่านี้จะช่วยให้คุณจัดการ package ได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพ

สรุป

การเจอ error 'apt command not found' อาจน่าหงุดหน่ายมาก แต่แก้ไขได้ด้วยขั้นตอนไม่กี่ขั้น บทความนี้รวบรวมวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหานี้ไว้ให้แล้ว ทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วคุณจะแก้ปัญหาได้รวดเร็วและรักษาประสิทธิภาพการจัดการระบบไว้ได้

กำลังมองหาผู้ให้บริการ VPS ที่เชื่อถือได้อยู่หรือเปล่า? Cloud VPS ของ Cloudzy มี Linux distribution ที่ติดตั้งมาพร้อมใช้งานให้คุณเลือกได้ทันที เซิร์ฟเวอร์ของเราสร้างบนโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย รับประกัน uptime 99.95% พร้อมซัพพอร์ตตลอด 24/7 สัมผัสความเสถียรและประสิทธิภาพสูง พร้อมซัพพอร์ตด้านเทคนิคที่ครบครันกับ VPS Linux ของ Cloudzy.

คำถามที่พบบ่อย

ความแตกต่างระหว่าง 'apt' กับ 'apt-get' คืออะไร?

'apt' เป็น command-line interface รุ่นใหม่ที่ใช้งานง่ายกว่าสำหรับการจัดการ package บน distribution ที่ใช้ Debian เป็นฐาน โดยรวมฟังก์ชันของ 'apt-get' และเครื่องมืออื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ส่วน 'apt-get' เป็นเครื่องมือรุ่นเก่าที่ยังคงใช้งานได้อยู่ แต่ 'apt' มี syntax ที่เข้าใจง่ายกว่าและมีฟีเจอร์เพิ่มเติม

ทำไมฉันถึงเจอ error 'command not found' กับคำสั่งอื่น ๆ ด้วย?

error 'command not found' มักเกิดขึ้นเมื่อระบบหา executable ของคำสั่งที่คุณต้องการรันไม่เจอ สาเหตุอาจมาจาก software package ที่ขาดหายไป ตัวแปร PATH ที่ไม่ถูกต้อง หรือปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการติดตั้ง

แชร์

บทความอื่นจากบล็อก

อ่านต่อ

ภาพหน้าปกบทความแอปที่โฮสต์เองที่ดีที่สุดสำหรับ Cosmos Cloud พร้อมแผงแอปรอบ Cosmos dashboard
เซิร์ฟเวอร์และ OS

แอปที่โฮสต์เองที่ดีที่สุดสำหรับ Cosmos Cloud: ไฟล์, มีเดีย, รหัสผ่าน, ระบบอัตโนมัติ และอื่น ๆ อีกมาก

Maybe คุณตั้งค่า Cosmos Cloud เรียบร้อยแล้วและอยากรู้ว่าแอปไหนเข้ากันได้ดี หรืออาจยังไม่แน่ใจเรื่อง Cosmos และแค่อยากดูว่ามันเหมาะกับเวิร์กโฟลว์ของคุณแค่ไหน

นิค ซิลเวอร์นิค ซิลเวอร์ อ่าน 16 นาที
Portainer vs Cosmos Cloud สำหรับการจัดการแอป Docker พร้อมไดอะแกรม Hybrid Setup และบล็อก Ops กับ Access แบบ Neon
เซิร์ฟเวอร์และ OS

Portainer vs Cosmos Cloud: ตัวเลือกไหนเหมาะกับการจัดการแอป Docker

ถ้าคุณรู้จัก Docker อยู่แล้วและต้องการวิธีที่ดีกว่าในการรัน App Stack ที่กำลังขยาย นี่คือคำตอบสั้นๆ สำหรับ Portainer vs Cosmos Cloud: Portainer เป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งกว่าสำหรับการควบคุมโดยตรง

นิค ซิลเวอร์นิค ซิลเวอร์ อ่าน 14 นาที
Cosmos Cloud vs CasaOS vs Umbrel กราฟิกประกอบที่แสดงสามเส้นทาง Self-Hosted ภายในเครือข่ายคลาวด์แบบนามธรรม
เซิร์ฟเวอร์และ OS

Cosmos Cloud vs CasaOS vs Umbrel: แพลตฟอร์ม Self-Hosted ไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ?

คำตอบสั้นๆ คือ CasaOS ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด Umbrel มีอินเทอร์เฟซที่เรียบร้อยและดูแลการคัดสรรได้ดีที่สุด ส่วน Cosmos Cloud เหมาะกว่าเมื่อคุณต้องการควบคุม Domain ได้แน่นขึ้น

นิค ซิลเวอร์นิค ซิลเวอร์ อ่าน 11 นาที

พร้อม Deploy แล้วหรือยัง? เริ่มต้นที่ $2.48/เดือน

Cloud อิสระ ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2008. AMD EPYC, NVMe, 40 Gbps. คืนเงินภายใน 14 วัน